ด้วยความที่เป็นคนดูหนังเยอะ! เยอะจริง...
แต่ไม่ได้เป็นกูรูหรือไบเบิ้ลหนังเดินได้หรอก ก็แค่ดูในเรื่องที่อยากดู
เดินๆไปเจอปกสวย ดาราที่ชอบ เนื้อเรื่องย่ออ่านแล้วโดน
ก็หยิบสอยกลับมาบ้าน มีบ้างที่ฝืนใจดูหนังรางวัล พอดูจบเจ้านี่ ??? เต็มหัวเลย
แต่ก็คุยได้ล่ะเว้ยเฮ้ย ว่า...ฉันเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วนะ :P
 
องค์ประกอบอย่างนึงที่ทำให้หนังมีอรรถรสมากขึ้น คือ เพลงประกอบ
บางครั้งหนังมันไม่ได้มีอะไรเล๊ย...แต่เพลงประกอบโคตรเพราะ เอ้า! ก็กลายเป็น
หนังติดในใจไป พอได้ยินเพลงนั้นเพลงนี้ที่ไหน แผ่นฟิล์มในหัวสมองเล่นเป็นฉากๆตาม
 
วันนี้จึงใคร่ขอเสนอ 5 เพลงประทับใจจากภาพยนตร์ (1) ที่ฉันได้ดู เห็นวงเล็บมั๊ย?
แสดงว่ามันยังมีตอนต่อๆไปอีก ^^ ตามไปดูกันเลย...
 
เพลงที่ 1 Take that - Rule the world Ost. Stardust (2007)
จะบอกว่า...หนังเรื่องนี้ดีทั้งเนื้อเรื่องและเพลงประกอบเลย จากที่ไม่ช๊อบ ไม่ชอบดู
หนังแฟนตาซีจ๋าแบบนี้ พอได้ดูเรื่องนี้ติดงอมแงม โดยเฉพาะเพลงประกอบชอบมาก
ไม่เคยรู้จักวง Take that ก็ได้รู้จักไปคุ้ยหาอัลบั้มเก่าๆมาฟัง 
 
เพลงบอกเล่าถึง...ความรักที่สามารถทำได้ทุกอย่าง ประมาณว่า ความรักชนะทุกสิ่ง
เพียงแค่มีคุณเคียงข้าง ฉันสามารถทำได้ทุกอย่าง
 
Yeah, you and me we can ride on a star
If you stay with me girl, we can rule the world
Yeah you and me we can light up the sky
If you stay by my side, we can rule the world
 
 
เพลงที่ 2 Regina Spektor - The Call Ost. The Chronicles of Narnis : Price Caspian (2008)
สืบเนื่องจากการได้ติดหนังแฟนตาซีไปแล้ว จะพลาดหนังเรื่องนี้ก็กระไรอยู่
ภาค 2 ของนาร์เนีย ตอนดูนี่เฉยมากเลยนะ...เปิดตัวรายได้ต่ำกว่าภาคแรกซะด้วย
หนังดำเนินไปเรื่อยๆตามแบบแฟนตาซีสำหรับเด็ก ไอ้เราดูตามไป ลุ้นบ้างในบางช่วง
แต่เฮ้ย!! ตอนท้ายพอเพลงนี่ขึ้น กระโดดโหยงมาเร่งเสียงเลย เพราะมาก!!!
พอฟังปุ๊บ นึกถึงฉากในหนังทั้งเรื่องเลย จากที่เฉยๆพอได้ฟังเพลงประทับใจมากๆ
 
I'll come back
When you call me
No need to say goodbye
 
 
เพลงที่ 3 Shin Seung Hoon - I Believe Ost. My Sassy girl (2001)
หนึ่งในหนังสุดยอดในใจฉันตลอดกาลและเป็นหนังที่ฉันดูมากที่สุดอีกด้วย
หนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันหันมามองหนังเกาหลีเลยแหล่ะ 10 ปีแล้วอ่ะ เร็วมาก
คิดๆดูอยากหยิบมาดูอีกสักรอบ ครบรสมากเรื่องนี้ ใครไม่ชอบดูหนังเกาหลี บอกไว้เลย
ลองไปหาเรื่องนี้มาดูของเขาดีจริง ทั้งฮา ทั้งน่ารัก ร้องไห้พรากและอิ่มเอม
 
เพลงประกอบเรื่องนี้ดังเป็นพลุแตกเช่นกัน พูดถึงการรอ รอสักวันที่เธอจะกลับมา
I believe ฉันเชื่อว่าเธอต้องกลับมาหาฉันอีกครั้ง...
 
 
เพลงที่ 4 Ronan Keating - When you say nothing at all Ost. Notting hill (1999)
เสียงนุ่มๆของคนร้องบวกกับเรื่องราวสุดแสนโรแมนติก บางครั้งคำพูดก็ไม่จำเป็นนะ ^^
หนังโรแมนติกเรื่องแรกที่ฉันดูและทำให้ติดหนังแนวนี้ไปเลย สังเกตที่แนะำนำส่วนใหญ่เป็นครั้งแรกของ
ฉันทั้งนั้น >///< พูดอะไรออกไปเนี่ย อายจัง ... 
 
คุณแสดงออกมาโดยไร้คำพูดสักคำ แต่ฉันรู้สึกได้จากรอยยิ้มบนใบหน้าคุณ
ความรู้สึกที่นัยน์ตาแสดงออกมา จากสัมผัสที่คุณมอบให้ฉัน
 
You say it best when you say nothing at all
 
 
เพลงที่ 5 Nolan Sotillo – We Could Be Anything Ost. Prom (2011)
หนังเรื่องนี้คงไม่รู้จักกันเท่าไหร่ ถ้าไม่ชอบดูหนังแนววัยรุ่นที่วุ่นกับงานพรอม
แบ่งเป็นหลายๆคู่ เพลงนี้ประกอบคู่นึงในนั้น พระเอกตอนนี้เป็นคนร้องเองซะด้วย
เป็นหนังตามแบบฉบับวัยรุ่น ความรัก ความสมหวัง ดูจบก็ไม่ได้อะไรมาก ดูเพลินๆ
พอดีได้เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ทั้งอัลบั้มมาเลยเปิดฟังซะหน่อย กลับสะดุดกับเพลงนี้แหะ
 
จะบอกว่าเป็นเพลงให้กำลังให้ก็ได้นะ เพลงตรงกับคู่นี้มากเลย คือ นางเอกในเรื่องรักอีกคนนึงอยู่
ไอ้คนนั้นก็มีแฟนแล้วแต่มายุ่งด้วย พระเอกก็รักนางเอก แต่ใช้ความเป็นเพื่อนเข้าใกล้
เห็นนางเอกเสียใจกับไอ้หนุ่มคนนั้นมันเลยเป็นเพลงนี้ออกมา 
 
We could be anything เราสามารถเป็นได้ทุกสิ่ง อย่าได้เสียใจ ถึงมันจะยาก
แต่ความเจ็บนี้มันจะผ่านพ้นไป เราต้องโตขึ้น มีบางครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว แต่ทุกอย่างมันจะเป็นไปด้วยดี
 
 
 
 
ตบมือแปะๆ ใช้เวลาเขียนนานเหมือนกันนะเนี่ย -_-" เหงื่อตกเลย
ไม่คิดว่าจะเขียนนานขนาดนี้ อาจดูแปลกๆไปบ้าง เขียนไปง่วงไป ไว้จะมาแก้ตัวในตอนอื่นๆ
 
สุดท้าย...สนุกกับการดูหนังและเพลงประกอบนะคะ //
 
เหตุเพราะว่าร่างกายวันนี้มันพิลึก
ดันตื่นขึ้นเองโดยไม่ใช้นาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้า
ตกเย็นมันเลยง่วงแบบสุดพลัง และฉันก็...ผล๊อยหลับไปในช่วงหัวค่ำนั่นเอง

เป็นการผล๊อยหลับที่ลึกมาก เพราะไม่รับรู้อะไรเลย
น้องเข้าบ้านเอาของมาให้ฉันยังไม่รู้ตัวเลย จนเวลาล่วงเลยไปตอนสามทุ่มครึ่ง
เปลือกตาถึงได้เปิดขึ้นอีกครา

งง/ตึบ/ตึบ ยังติดค้างกับความฝัน
และแฮ็งค์กับอาการนอนในเวลาไม่คุ้นเคย

ความฝันเมื่อกี้นะเหรอ...ฉันนั่งยิ้มบนเตียงสักพักกับตัวเอง
'เขา' อีกแล้ว... ฝันถึงอีกแล้ว
ขนาดในความฝันฉันยังไม่กล้ามองหน้าเขาเลย 
นับประสาอะไรกับความจริง

อ่า...จะครบหนึ่งปีแล้วสินะ ฉันคิดย้อนกลับไปในช่วงนี้
ของปีที่แล้ว มันเป็นหน้าหนาวที่ดีในช่วงชีวิตของฉัน 

ฉัน กับ เขา กลับมาคุยกันอีกรอบ
หลังจากเราห่างหายกันไปเกือบปี มันยากที่จะบอก
ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเขา

เพื่อน?... 
คนคุยด้วย?...
หรือ คนพิเศษ?....

ช่วงนั้นเขาไม่มีใคร เพิ่งเลิกรากับคนรักไปไม่นาน
จู่ๆเขาก็ทักฉันในโปรแกรมสนทนายอดฮิตที่ฉันออนไลน์ทิ้งไว้ในห้องเรียน
และเขาก็นั่งถัดฉันไปอีกฝั่งของแถว

จุดเริ่มต้นของความรู้สึกเกิดจากประโยคง่ายๆไม่กี่คำ
"ไม่ยอมเรียนเอาแต่เล่นคอมนะ" ฉันหันกลับไปทางเขา เขามองฉันอยู่
มันเป็นเช่นนี้อยู่ประมาณ 3 เดือนกว่า และเขา...ก็หายไปจากความรู้สึกฉันอีก
 
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร? มีแค่เพียงแค่ลางบอกเหตุและการกระทำที่เปลี่ยนไป
ฉันพยายามค้นหาคำตอบอยู่บ้าง แต่มัน...ไม่เจอ
เพราะคำถามอยู่ที่ฉัน ส่วนคำตอบอยู่ที่เขาคนนั้น และฉันก็ไม่กล้าถามคำตอบซะด้วยสิ

Facebook คือ สถานที่สืบเสาะความรู้สึกในโลกยุคปัจจุบัน
บางครา...ฉันกับเขาคิดตรงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ความรู้สึกเดียวกัน 
เพียงแต่คนสมัยนี้เลือกที่จะไม่พูด แล้วไปโพสลงบนอินเตอร์เน็ตมากกว่า

มีประโยคนึงที่ฉันจำได้แม่น
'บางคนทำดีกับเราเพราะเขาเป็นคนดี ไม่ใช่เพราะรู้สึกดี'

ตอนนี้เรายังเจอกันอยู่ เพียงแค่ยิ้มและทักทายกันบ้าง
แต่ความรู้สึกมันถดถ้อยลงไป และมันย้อนคืนสถานะเดิม แค่เพื่อนร่วมชั้นเรียน
ถัดจากเหตุการณ์นี้เพียงไม่นาน เขาก็มีคนรักใหม่อีกครั้ง

และฉัน...เฝ้ามองอยู่ห่างๆ

ฉัน หรือ เขา ใครสักคนนี่แหล่ะ
ที่ไม่กล้าพอจะข้ามเส้นกั้นบางๆของความรู้สึกไป
บางครั้งเราทั้งคู่เหมือนจะก้าวข้ามเส้นกั้นนั้นแล้ว แต่ก็ถอยกลับมา
เพียงแค่ใครสักคนกล้า และยื่นมือมาช่วยอีกคนให้ข้ามไปด้วยกัน 
ตอนนี้เรากับเขาอาจจำกัดนิยามได้มากกว่านั้น

Do you believe in destiny? ... ฉันเชื่อในประโยคนี้นะ
ฉันไม่สนอดีต ไม่หวังในอนาคต ที่ฉันมีคือปัจจุบัน
 
ตอนนี้ฉันยังฝันถึงเขาอยู่บ้าง คิดถึงอยู่บ้าง
เปิดอ่านอะไรเก่าๆอยู่บ้าง มองเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่กล้ากดโทรออก
มัน 'หน่วงๆ' ดีนะความรู้สึกนี้

Mr. popper's penguins

posted on 24 Nov 2011 10:33 by rocketbeam  in Flick
 
Mr. popper's penguins / ยอดชายนายกะล่อนกับแก๊งเพนกวินจอมป่วน
 
 
หนังแนวครอบครัวดูสนุกๆและอิ่มเอมหัวใจ
แต่โปรดอย่าได้ใส่ใจกับชื่อหนังภาษาไทยที่(โคตร)ยาว......

หนังเล่าเรื่องตามสูตรของหนังครอบครัวทั่วไป ได้เข้าไปอ่านรีวิวเรื่องนี้ใน 
rottentomatoes.com หลังดูจบมีคนบอกว่าเป็น Old-fashioned movie คือ พล๊อตไม่มีอะไร
ลงตัวเป๊ะตามบท เริ่มด้วย...

คุณ popper นักธุรกิจบ้างานไม่มีเวลาดูแลครอบครัว แยกกันอยู่กับภรรยาและลูกๆ
วันนึงพัสดุกล่องหนึ่งถูกส่งมาหาเขาจากพ่อที่เสียไปแล้ว ไม่ใช่ของขวัญธรรมดาทั่วไป
แต่มันคือ...เพนกวิน ตัวน้อยนั่นเอง

แค่ตัวเดียวไม่พอ...หลังจากนั้นมีเพื่อนตามมาอยู่ด้วยอีกห้าตัว
เพนกวินหกตัวบนอพาร์ทเม้นท์สุดหรูใจกลางนิวยอร์ก คงสร้างความวุ่นวายได้มากพอตัว
แต่มันกลับทำให้เขาและครอบครัวหันกลับมาคุยกันได้ เขาได้ทำหน้าที่พ่อคนได้สมบูรณ์อีกครั้ง
ตรงกันข้ามกับหน้าที่การงาน การที่เขาเปลี่ยนไปย่อมส่งผลเสียกับองค์กร
เขาจะทำอย่างไรเลือกที่จะเป็นพ่อคนที่ดี หรือ เป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเดี่ยว

แน่นอนสูตรหนังครอบครัว...พระเอกมักเลือกในทางหลังก่อนเสมอ
แล้วค่อยมาคิดได้ กลับตัวกลับใจเข้าลู่ถูกทางอีกครั้ง...

แม้จะผ่านล่วงเลยยุคทองของจิม แคร์รี่ไปแล้ว จำไม่ได้แล้วว่าเคยประทับใจ
กับเรื่องล่าสุดของเฮียแกเรื่องอะไร เพราะสองเรื่องหลังที่ได้ดูไม่ค่อยอยู่ในหัวมากนัก
อย่าง i love you phillip morris และ Yes man คือเฉยๆมากกับสองเรื่องนี้

แต่เรื่องนี้กลับดูไปยิ้มไป ประทับใจในบทหนังเชยๆและความน่ารักของเจ้าเพนกวินทั้งหกตัว
อาจเพราะฉันชอบสัตว์ ชอบดูหนังง่ายๆล่ะมั้งเลยประทับใจเรื่องนี้มาก!

ปล. ถ้าได้ดูจากแผ่น DVD อย่าลืมชมการ์ตูนที่ใส่เพิ่มมาด้วยล่ะ
ปล.2 ไม่ได้เขียนถึงหนังนานมากแล้วนะเนี่ย ^^